โลกร้อน

posted on 26 Mar 2009 23:49 by biased

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ โครงการ April Truth's  Day ของคุณทรงกลด
ซึ่งจริงๆ แล้วจะต้องทำการอัพโหลดพร้อมกันวันที่ 1 เมษายน ที่ตรงกับวัน April Fool's Day

แต่
เนื่องด้วยดิฉันติดภารกิจ
ไปเที่ยวเกาหลี และ กลับไม่ทันอัพไดตัวเอง

เลยขออนุญาตอัพก่อนล่วงหน้า 2-3 วันค่ะ :))

 

โลกร้อนเป็นปัญหาระดับโลกสมชื่อ เพราะทุกๆ สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนดาวเคราะห์สีเขียวๆ ฟ้าๆ ดวงนี้ ต่างก็ได้ได้รับผลกระทบกันหมด โดยส่วนตัวแล้ว ฉันเชื่อว่าหลายๆ คนก็คงเจอกับสื่อป่าวประกาศว่า ใช้ถุงผ้าสิ รีไซเคิลสิ บลา บลา บลา อื่นๆ อีกมากมาย พร้อมๆ กับความสงสัยว่า มันจริงหรือเปล่ากับวิธีการต่างๆ ที่ประกาศออกมาเพื่อลดโลกร้อนได้จริง ใช่.. มันอาจจะลดได้บ้าง แต่ก็คงไม่ใช่ทั้งหมดหรอก

 

ตามที่อาจารย์ยงยุทธ์ ไกด์คุณวุฒิประจำทริปไม้-เมือง-ร้อน ได้พูดไว้สั้นๆ ตอนเปิดทริปว่า โลกมันร้อน เพราะคนใจร้อน เห็นจะจริงตามคำพูดของอาจารย์ท่านว่า เอาหล่ะ... คุณลองนึกภาพตามช้าๆ ดู คุณขับรถไปทำงานแทนการเดินไปถึงที่ทำงานหรือโรงเรียน เพราะรถเร็วทันใจคุณมากกว่า คุณเปิดแอร์แทนการเปิดพัดลมหรือหน้าต่าง อาจจะเพราะแอร์ให้ความเย็นได้เร็วชื่นใจตามความคิดของคุณมากกว่า เห็นได้ชัดว่า ไอ้เครื่องมือต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องอำนวยความสะดวก หรือ เทคโนโลยี ที่ทำให้ชีวิตมนุษย์มนาอย่างพวกเราสบายขึ้นหลายสิบเท่า ไม่เถียงค่ะ ว่าเทคโนโลยีนั้นมันก็มีข้อดีของมัน อย่างไรก็ดีมีได้ก็ต้องมีเสีย เทคโนโลยีทันใจเหล่านี้กลับทิ้งรอยด่างไว้ให้แก่โลกทั้งสิ้น ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็เห็นจะเป็นรถยนต์ ปัจจุบันมันพ่นควันปุ๋ยๆ ทิ้งมลภาวะให้กับโลกเฉลี่ยถึง 2,000 ล้านลูกบาศก์ตัน! ตัวการหลักสำคัญๆ ทั้งหมดนี้เกิดจากมนุษย์จอมขี้เกียจทั้งหลายนั่นเอง

 

ลองนึกในทางกลับกัน ถ้าหากโลกนี้ไม่มีคนเลย หน้าตาของโลกนี้จะเป็นยังไงกันนะ? คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ คือ จะเกิดป่าไม้เติบโตเยอะขึ้นมากๆ และจะเกิดวงจรชีวิตหลายๆ อย่างทดแทนกันเอง อย่างไรก็ดี มนุษย์ได้วิวัฒนาการขึ้นเมื่อหลายล้านปีก่อน มีความคิดอ่านก้าวไกลกว่าสัตว์สายพันธุ์อื่นๆ ทำให้เกิดการทะนงตน ว่าเป็นเจ้าของ โลกใบนี้ทั้งหมด เริ่มตัดไม้ทำลายป่า สร้างถิ่นฐานของตัวเอง ไล่สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ออกจากอาณาเขตของตน อีกทั้งยังหลงในมายาว่า พลังงานต่างๆ บนโลกใบนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของตนเองทั้งหมด สร้างเทคโนโลยีต่างๆ นานา เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับตนเอง สิ่งเหล่านี้ที่มนุษย์คิดว่าเป็นพัฒนาการทางด้านความคิดของตนเอง ได้ทิ้งอาการป่วยๆ ให้กับโลก เช่น กระแสลมเปลี่ยนทิศทาง ความกดอากาศสูงขึ้น ทำให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนไป ธรรมชาติต่างๆ แปรปรวน จากที่เคยออกผลตามฤดู ก็ไม่ยอมออกผลตามปกติ ส่งผลให้สิงห์สาราสัตว์มีอาหารไม่เพียงพอ ในเมื่ออาหารน้อยลง ปริมาณสัตว์ก็ลดลง มนุษย์เองก็เช่นกัน เมื่ออาหารของตนลดน้อยลงแล้ว คนก็ต้องหันมาฆ่าฟันกันเองเพื่อความอยู่รอด สุดท้ายแล้วมนุษย์เราจะเหล่าแค่ 10% แล้วทุกๆ อย่างบนโลกนี้ก็จะ reset ตัวเองใหม่จากจุดเริ่มต้น อาจารย์ยงยุทธ์สรุปให้ฟังสั้นๆ ตอนท้ายว่า โลกมันฉลาดนะคุณ มันรู้ว่าอะไรเป็นตัวการ มันก็กำจัดตัวนั้นทิ้ง

 

พอคุณอ่านจนถึงบรรทัดนี้ คุณอาจจะคิดว่า และจะทำยังไงหล่ะ ถึงจะอยู่รอดบนโลกป่วยๆ ใบนี้ได้? อาจารย์ยงยุทธ์ตอบว่า ต้องทำตัวให้เหมือนแมลงสาบ จะบ้าหรอ?! ก็ไม่ได้หมายความจะให้ติดหนวดยาวๆ ทาตัวเป็นสีน้ำตาลแล้วลงไปอยู่ในท่อระบายน้ำแบบนั้นสักหน่อย อาจารย์ท่านหมายถึงปรับตัวเองให้อยู่ได้กับทุกสถานการณ์แบบแมลงสาบต่างหาก ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน มันก็พร้อมที่จะปรับตัวตามสภาพต่างๆ บนโลกเสมอ ทำให้มันกลายเป็นสัตว์ที่สามารถอยู่รอดจากโลกไดโนเสาร์ล้านปี นอกเหนือจากแนวคิดในการดำเนินชีวิตอย่างไร้เงื่อนไขแบบแมลงสาบแล้ว อาจารย์ท่านยังเสริมเคล็ดลับอีกว่า ต้องทำตัวเองให้พัฒนา พัฒนาในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า การmodernize หรือ การทำตัวให้ทันสมัย อย่างที่ทุกคนเข้าใจกัน แต่เป็นการself-survive คือ การพัฒนาตัวเองให้อยู่รอดด้วยการพึ่งตนเอง ลดการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ลง แล้วหันกลับมาใช้ของเดิมๆ จะบ้านเรา เอาวิถีไทยๆ มาปรับใช้ให้เข้ากับชีวิต มองกลับไปดูสมัยบรรพบุรุษของเราว่าพวกเขาอยู่กันได้อย่างไรโดยไม่มีเครื่องไม้ เครื่องมือทันสมัยเหมือนยุคของเรา (ซึ่งบางทีพวกเขาอาจจะมีความสุขมากกว่าคนยุคนี้ด้วยซ้ำ) คงจะจริงอย่างที่คุณอากิ สาวญี่ปุ่นร่วมทริป กล่าวปิดท้ายไว้เป็นภาษาอังกฤษว่า “Look back once again from old generation and learn more from them. Plus, slowing down everything may be you will see and understand more about yourself.”

 

 

ปล.
เพิ่งเคยเขีัยนอะไรจริงจังครั้งแรก
มีอะไรก็ติดชมกันได้นะคะ :)

Comment

Comment:

Tweet

เออลืมม
ไปเกาหลีถ่ายรูปมาฝากด้วยยย
ฮ่าๆๆๆ

#5 By ninggg (58.9.64.200) on 2009-04-01 20:14

รู้ว่ามนุษย์เป็นสาเหตุ
แต่ก็แก้ไม่ได้อะ ก็ขี้เกียจกันต่อไป

ถ้าเราเกิดในยุคคนป่า ก็อาจจะอยู่ได้นะ
บังเอิญมาเกิดในยุคแสงสีนี่สิ sad smile

#4 By ninggg (58.9.64.200) on 2009-04-01 20:11

เยี่ยมมาก

#3 By วิทยา (203.113.116.218) on 2009-03-29 10:36

ทำตัวให้เป็นแมลงสาบ...

ลดอะไรก็ยอมได้แต่ถ้าไม่ให้เล่นเน็ตนี่แย่เลยอะค่ะ sad smile sad smile

#2 By ||┃Junshoku|┃||┃ on 2009-03-27 07:25

คนไม่มีตังค์คือคนที่ต้องปรับตัว
แต่คนที่มีตังค์(บางคน)ใช้เงินสำหรับทุกอย่าง

#1 By wesong on 2009-03-27 07:08